นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี ขับเคลื่อนธนาคารปูม้า สร้างชุมชนเข้มแข็ง อนุรักษ์ทะเลอย่างยั่งยืน
นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี ขับเคลื่อนธนาคารปูม้า สร้างชุมชนเข้มแข็ง อนุรักษ์ทะเลอย่างยั่งยืน
นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ลงพื้นที่ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เดินหน้า “โครงการการจัดการธนาคารปูม้าชุมชนเพื่อฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ทรัพยากรปูม้าอย่างครบวงจร” ระยะที่ 1 มุ่งเน้นการศึกษาแนวทางจากพื้นที่ต้นแบบ พร้อมทดลองใช้จริงในพื้นที่นำร่อง
การดำเนินงานในระยะที่ 1 มุ่งสร้างองค์ความรู้และเสริมศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมสำคัญ เช่น การศึกษางานวิจัยและรายงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง การดูงานในพื้นที่ที่มีการจัดการธนาคารปูม้าประสบความสำเร็จ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์ การจัดเวิร์กช็อปฝึกปฏิบัติจริง ตลอดจนการวางแผนปฏิบัติการระยะยาวในช่วง 5 ปีข้างหน้า
โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัย ภายใต้เป้าหมายการดำเนินงาน SO3: สร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสองคาบสมุทร เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งโดยชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและเป็นระบบ
ผศ.สุภาพร แสงแก้ว นักวิจัยโครงการธนาคารปูม้า เปิดใจว่า " วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ลงพื้นที่จริงและมีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน ซึ่งชาวบ้านได้ดำเนินโครงการธนาคารปูม้ามาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว กับทีมนักวิจัยรุ่นแรก จากการพูดคุย พบว่าชาวบ้านมีแนวคิดที่น่าสนใจมาก ไม่ได้เน้นแค่การจับปูม้ามาขายเพื่อสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ด้วยการนำลูกปูที่ยังเล็ก รวมถึงแม่ปูที่มีไข่นอกกระดอง กลับคืนสู่ทะเล เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ต่อไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านมีความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง ในส่วนของโครงการ เรามองเห็นโอกาสที่จะเข้ามาเสริมสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านของ ‘อุปกรณ์ที่จำเป็น’ เช่น สายออกซิเจน และเครื่องเติมอากาศที่มีแบตเตอรี่สำรอง เพราะชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ในช่วงหน้าฝนมักมีปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งส่งผลต่อการเลี้ยงแม่ปูไข่และลูกปูในถัง เนื่องจากไม่มีออกซิเจนเพียงพอ ทำให้ลูกปูอาจตายก่อนนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ
นอกจากนี้ เรายังมีแผนพาชาวบ้านไปดูงานในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการธนาคารปูม้า เช่น ที่เคยทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และสามารถนำแนวทางเหล่านั้นกลับมาประยุกต์ใช้ในชุมชนของตนเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบจัดการทรัพยากรทางทะเลที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง "
ด้าน นางไซตง สุหลง เลขาโครงการธนาคารปูม้าบ้านปาตา กล่าวว่า “ ครอบครัวของเราทำประมงมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นอาชีพที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น พ่อแม่เลี้ยงดูเราด้วยอาชีพนี้ เราเติบโตมากับทะเล เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงทุกวัน จึงรู้สึกผูกพัน และมีความตั้งใจที่จะสืบทอดอาชีพนี้ไว้ให้คงอยู่ แต่ช่วงหนึ่ง เราเผชิญกับวิกฤตสำคัญ คือการที่เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาจับปูม้าในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้จำนวนปูในทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว เราในฐานะประมงพื้นบ้านรายเล็ก ไม่สามารถแข่งขันได้ รายได้ลดลง และอนาคตของอาชีพเริ่มน่าเป็นห่วง จนกระทั่งมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เข้ามาให้ความรู้เรื่อง ‘ธนาคารปู’ พวกเขาช่วยให้เรามองเห็นวิธีการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เราได้ไปดูงานในพื้นที่อื่น เรียนรู้ว่า ถ้าเรานำแม่ปูไข่นอกกระดองมาอนุบาลให้ปล่อยลูกในถัง แล้วจึงปล่อยลูกปูกลับคืนทะเล จะช่วยเพิ่มจำนวนปูในธรรมชาติได้มาก เพราะแม่ปูหนึ่งตัวสามารถให้ลูกได้เป็นล้านตัวเมื่อก่อนเราจับปูอย่างเดียว ไม่เคยคิดปล่อยลูกปู วันนี้เราคิดต่างไป เราจึงรวมกลุ่มกันตั้งเป็น “กลุ่มธนาคารปู” เริ่มจากสมาชิก 30 คน มาร่วมกันวางระบบ เช่น การบริจาคแม่ปู หรือการยืมแม่ปูมาดูแลสัปดาห์ละครั้ง มีการปล่อยลูกปูลงทะเล และมีรอบการจับที่ชัดเจน เช่น ทุก 6 เดือน เพื่อให้ปูมีเวลาเติบโตและขยายพันธุ์ ”
นางไซตง สุหลง กล่าวต่อว่า หลังจากเริ่มโครงการได้ไม่นาน เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ลูกปูเริ่มกลับมาให้เห็นตามผิวน้ำในเขตอนุรักษ์ ปริมาณปูมากขึ้นจริงๆ ทำให้รายได้ของกลุ่มดีขึ้นตามลำดับ ทุกคนในชุมชนเริ่มตระหนักว่า การอนุรักษ์ไม่ได้แปลว่าเสียรายได้ แต่ตรงกันข้าม มันช่วยเพิ่มโอกาสให้เราทำประมงได้ยาวนานขึ้น ที่สำคัญที่สุด เราเริ่มเห็นการถ่ายทอดวิถีชีวิตอย่างธรรมชาติ เด็กๆ ในชุมชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ พ่อแม่ไปปล่อยปู ก็พาลูกไปด้วย เด็กจึงซึมซับและเข้าใจว่า ‘ทำไมต้องอนุรักษ์’ ไม่ใช่แค่ตามคำสั่ง แต่เห็นจากสิ่งที่พ่อแม่ทำ วันนี้เราเห็นเยาวชนในชุมชนหลายคนหันมาสนใจอาชีพหาปู เพราะพวกเขาเห็นคุณค่า เห็นว่ามันไม่ใช่อาชีพที่ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นรากเหง้าที่มั่นคง และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนเราหวังว่าธนาคารปูจะไม่ใช่แค่โครงการหนึ่ง แต่จะกลายเป็นวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับชาวประมงอย่างยั่งยืนต่อไป
“ ผมเติบโตมาในบ้านปาตา เห็นพ่อแม่ตายายทำอาชีพประมงมาตั้งแต่จำความได้ ผมอยากสืบทอดอาชีพของพ่อแม่ และทำงานในถื่นบ้านเกิดของตนเองครับ ” คำกล่าวเปิดใจของ นายฮากีมีม กาเจร์ สมาชิกรุ่นใหม่กลุ่มปูม้าบ้านปาตา สำหรับวัยรุ่นในชุมชน โครงการธนาคารปูม้าเป็นมากกว่าการอนุรักษ์ทะเลครับ มันเป็นโอกาสให้พวกเขาได้มีกิจกรรมดีๆ ทำทุกวัน ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ได้ทำงานกับพี่ๆ ลุงๆ ป้าๆ ในชุมชน ได้เห็นความสามัคคี ได้เรียนรู้หลายเรื่องจากประสบการณ์จริง สิ่งสำคัญคือ พวกเขาได้เห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำตาม ไม่ไปหมกมุ่นกับสิ่งไม่ดี แต่เอาเวลามาทำประโยชน์ให้บ้านเรา
“ ผมอยากบอกกับวัยรุ่นทุกคนว่า งานที่บ้านเราสำคัญมาก มันไม่ใช่งานเล็กๆ หรือไม่มีค่าเลยนะครับ ธนาคารปูม้าทำให้เรามีงานทำ มีรายได้ โดยไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน เราได้อยู่กับครอบครัว ได้สานต่องานที่พ่อแม่สร้างไว้ และได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลทะเลของเราให้ยั่งยืนต่อไป ” นายฮากีมีม กาเจร์ กล่าวปิดท้าย
โครงการธนาคารปูม้าชุมชนครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมพลังชุมชนให้ลุกขึ้นมาจัดการทรัพยากรด้วยตนเองอย่างมีส่วนร่วม เป็นระบบ และยั่งยืน พร้อมสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อรักษาทะเลให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปในอนาคต