ข่าวชาวสงขลานครินทร์

ม.อ. ปัตตานี ผนึกภาคีเครือข่าย เตรียมจัดแข่งวอลเลย์บอลระดับยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศจังหวัดชายแดนภาคใต้




สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ศูนย์ฝึกกีฬาวอลเลย์บอลจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดปัตตานี ภายใต้การสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลระดับยุวชน-เยาวชนชิงชนะเลิศจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ห้องประชุม 900 (B200) คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569




การแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ร่วมกล่าวถึงแนวทางการสนับสนุนของจังหวัดปัตตานี ในการส่งเสริมกีฬาเด็กและเยาวชน ตลอดจนความพร้อมของจังหวัดในการรองรับการจัดการแข่งขัน และการใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงถึงแนวทางการพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลในระดับยุวชนและเยาวชน รวมถึงความสำคัญของการสร้างเวทีการแข่งขันให้แก่เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้นักกีฬาได้พัฒนาทักษะ ฝึกฝนประสบการณ์ และต่อยอดสู่เส้นทางการกีฬาในอนาคต




คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการสนับสนุนการแข่งขันภายใต้โครงการ “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้” ซึ่งเป็นการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาและการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชน โดยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนผ่านกีฬา



ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี ได้กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในการสนับสนุนการจัดการแข่งขันและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานภาครัฐ สมาคมกีฬา ภาคเอกชน และสถานศึกษา โดยมหาวิทยาลัยพร้อมสนับสนุนศักยภาพด้านสถานที่ บุคลากร และองค์ความรู้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ นายฉลอง ไหมคง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานี ยังได้ร่วมสะท้อนมุมมองจากภาคสถานศึกษา โดยกล่าวถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงกีฬา ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาทักษะทางร่างกายแล้ว ยังช่วยสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น



สำหรับการแข่งขัน “ไทยเบฟ DOMESTIC POWER เพื่อเยาวชนชายแดนใต้” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 มีทีมยุวชนและเยาวชนจากสถานศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วม จำนวน 321 ทีม แบ่งการแข่งขันตามรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี, 14 ปี, 16 ปี และ 18 ปี ทั้งประเภทชายและหญิง นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ พัฒนาทักษะกีฬาวอลเลย์บอล และเรียนรู้ประสบการณ์จากการแข่งขันจริง


ความร่วมมือของจังหวัดปัตตานี สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ศูนย์ฝึกกีฬาวอลเลย์บอลจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดปัตตานี และสถานศึกษา จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในการใช้กีฬาเป็นกลไกสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน พร้อมร่วมวางรากฐานการพัฒนานักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีโอกาสก้าวสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นต่อไป



นอกจากการส่งเสริมศักยภาพด้านกีฬาแล้ว การจัดการแข่งขันยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการสร้างความตระหนักด้านการลดขยะ โดยขอเชิญชวนผู้เข้าร่วมการแข่งขัน นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกัน “ลดขยะ คัดแยกขยะ และทิ้งขยะให้ถูกประเภท” รวมถึงลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเลือกใช้ภาชนะหรือแก้วน้ำส่วนตัว เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย



แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้ทรัพยากร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัย โดยการลดขยะและการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ในชีวิตประจำวัน



การรณรงค์ในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้การแข่งขันเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาทักษะกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้เข้าร่วมงานทุกคน ให้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “สนามแข่งขันสีเขียว” และมหาวิทยาลัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน