ข่าวชาวสงขลานครินทร์

ม.อ. มอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประจำปี 2569 ยกย่องผู้ทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้




มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่ชุมชนในภาคใต้ให้เป็นตัวอย่างการดำรงชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจในการทำประโยชน์เพื่อชุมชนให้อนุชนได้ยืดถือเป็นแบบอย่าง โดยมีผู้ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ประจำปี 2569 ดังนี้



1. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อด้านประสาทศัลยศาสตร์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา จนได้รับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และสำเร็จการฝึกอบรมด้านประสาทศัลยศาสตร์จาก North Carolina Baptist Hospital, Wake Forest University พร้อมได้รับการรับรองเป็นแพทย์เฉพาะทางประสาทศัลยศาสตร์จาก American Board of Neurological Surgery

ภายหลังเดินทางกลับประเทศไทย ได้ปฏิบัติงานเป็นศัลยแพทย์สาขาประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และเป็นอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญในการเปิดบริการด้านประสาทศัลยศาสตร์ วางระบบการศึกษาและฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง ตลอดจนสร้างผลงานวิจัยและให้บริการวิชาการทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ด้านการบริหาร เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ อธิการบดี และนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบทบาทในการพัฒนามหาวิทยาลัยจากมหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนการสอนสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย รวมถึงเป็นกรรมการและที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก องค์การยูเนสโก และองค์การสหประชาชาติ

ระหว่าง พ.ศ. 2558–2568 ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบบริหาร ตลอดจนผลักดันบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาภาคใต้ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตร อุตสาหกรรม พหุวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ PSU System, PSU Holding Company, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามัน และการผลิตแพทย์เพื่อบริการการแพทย์ปฐมภูมิ สะท้อนบทบาทในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาภาคใต้และประเทศอย่างต่อเนื่อง



2. จ่าโทโกเมศร์ ทองบุญชู 
จ่าโทโกเมศร์ ทองบุญชู เป็นเกษตรกรและนักขับเคลื่อนชุมชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตข้าราชการกองทัพเรือและอดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด เป็นผู้มีจิตสาธารณะและอุทิศตนทำงานด้านการจัดการภัยพิบัติเพื่อช่วยเหลือประชาชนและสังคมอย่างต่อเนื่องมากกว่า 22 ปี

จุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ พ.ศ. 2547 โดยเป็นผู้ก่อตั้งและประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติ ก่อนพัฒนาเป็น “เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช” และขยายการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับภูมิภาค ผ่านโครงการพัฒนาระบบและโครงข่ายการจัดการภัยพิบัติพื้นที่ภาคใต้ และโครงการสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัติ จนเกิดเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำหลังสวน เทือกเขาสก เทือกเขาบรรทัด ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปากพนัง

ในฐานะผู้อำนวยการฝึกอบรมอาสาสมัครภาคประชาชนจัดการภัยพิบัติ 4 ภาค ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ 3 หลักสูตร ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ครอบคลุม 9 จังหวัด 15 พื้นที่ มีอาสาสมัครผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 200 คน พร้อมขยายองค์ความรู้สู่เยาวชนและเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้งนำทีมอาสาสมัครเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา “เครือข่ายต้นแบบเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตลอดจนสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยหลายแห่ง เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาระบบการใช้โดรนเพื่อสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้

จากการอุทิศตนช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง จ่าโทโกเมศร์ได้รับรางวัลและเกียรติคุณหลายรายการ อาทิ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่ง ชั้นเหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ พ.ศ. 2548 จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ รางวัลอาสาสมัครดีเด่นระดับชาติ พ.ศ. 2564 พระราชทานเข็มที่ระลึกมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พ.ศ. 2566 และ 2567 และรางวัลประชาบดี ประเภทบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงการเป็นแบบอย่างของผู้นำชุมชนที่มุ่งสร้างเครือข่ายและเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและรับมือภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน



3. บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรชั้นนำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเครือโคคา-โคลาในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมภาคใต้มายาวนานเกือบ 60 ปี โดยยึดแนวคิด “Together for Good” หรือ “เคียงข้าง ผูกพัน” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านภารกิจสำคัญ 2 ด้าน

ภารกิจ “เพื่อโลกของเรา (Global Citizenship)” มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาชุมชนพื้นที่เกาะยาว จังหวัดพังงา โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ สามารถลดปริมาณขยะได้มากกว่า 100,000 กิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 4,000 ครัวเรือน รวมถึงนำรายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ผ่าน “กองทุน ข ขวด”

ภารกิจ “เพื่อบ้านของเรา (Homeland Uplifting)” มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนภาคใต้ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมสนับสนุนด้านสาธารณสุข การศึกษา เยาวชน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ อาทิ การสนับสนุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ กองทุนเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี สมเด็จย่า คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาล และโครงการพนักงานเปลดีเด่นในโรงพยาบาล 14 จังหวัดภาคใต้

นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนผ่านการมอบทุนการศึกษาและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ยุวชนหาดทิพย์คัพ และ Sprite Music Contest รวมถึงมีบทบาทในการช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนจากสาธารณภัย ผ่านการสนับสนุนศูนย์พักพิง โรงพยาบาลสนาม โรงครัวกลาง น้ำดื่ม อาหาร และถุงยังชีพ

ด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน บริษัทยังดำเนิน โครงการโรงเรียนพอเพียง ณ โรงเรียนวัดทุ่งเซียด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ โครงการธนาคารรีไซเคิล ร่วมกับเทศบาลท่าโรงช้างและชุมชน เพื่อสร้างระบบคัดแยกและรีไซเคิลขยะ สะท้อนบทบาทขององค์กรที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง