ข่าวชาวสงขลานครินทร์

ม.อ. ชู “HatYai Model Plus” ต้นแบบการจัดการวิกฤตน้ำท่วมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม




มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการรับมือเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของจังหวัดสงขลา ถ่ายทอดสู่เวทีระดับประเทศ ภายในงาน Thailand Research Expo 2026 โดยได้รับเกียรติจาก ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ประเทศไทยกับบทบาทการเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวิกฤตการณ์” ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569



นอกจากนี้ยังมีการเสวนาวิชาการจากนักวิจัย ในหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทยยามวิกฤต ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนได้อย่างไร” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมเสวนาภายใต้หัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จัดการภัยพิบัติน้ำท่วมและแผ่นดินไหว” เพื่อถ่ายทอดบทเรียนจากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนา “HatYai Model Plus” โมเดลการบริหารจัดการภัยพิบัติที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับเมืองสู่การเป็น Resilient City หรือเมืองที่มีความพร้อมรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน



รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลา เมื่อช่วงปลายปี 2568 ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชน สะท้อนให้เห็นว่าการรับมือภัยพิบัติในอนาคตไม่สามารถอาศัยการแก้ไขเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานในการตัดสินใจ พร้อมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายทุกภาคส่วน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พัฒนา HatYai Model Plus ซึ่งเป็นระบบนิเวศการจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร (Resilience Ecosystem) ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การเตรียมพร้อม การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู

โมเดลดังกล่าวประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1. AI Forecast & One Data ระบบคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าและศูนย์ข้อมูลกลาง (One Data Platform) เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบเรียลไทม์

2. Community Resilience การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนและเครือข่ายอาสาสมัคร ให้สามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. Smart Shelter & Super Volunteers การพัฒนาศูนย์พักพิงอัจฉริยะ พร้อมระบบบริหารจัดการทรัพยากร บุคลากร อาหาร เวชภัณฑ์ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบดิจิทัล



ภายใต้ HatYai Model Plus ยังประกอบด้วยชุดโครงการวิจัยสำคัญหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อการจัดการภัยพิบัติ (HatYai-ROD และ One Data Platform), ระบบเครือข่ายข้อมูลและ API Ecosystem สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาศูนย์บัญชาการ (Emergency Operation Center: EOC) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล การแจ้งเตือน และการบริหารสถานการณ์อย่างมีเอกภาพ



รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า หัวใจของการวิจัย คือการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเน้นว่าการทำงานวิจัยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ แต่ควรลงไปทำงานร่วมกับพื้นที่ รับฟังปัญหาจริง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจะเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานเพียงลำพัง

“อย่าอยู่คนเดียว ต้องมีเพื่อน มีเครือข่าย แล้วเราจะได้รับโจทย์จริงจากสังคม ไม่ต้องกลัวว่าปัญหาจะใหญ่เกินแก้ หากเราพยายามมากพอและมีเครือข่ายที่ดี ย่อมมีทางออกเสมอ” รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต กล่าวทิ้งท้าย

การออกไปทำงานกับชุมชนและภาคีเครือข่าย แม้อาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากกว่าการทำงานอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) แต่จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า และทำให้การเป็นนักวิจัยเป็นเส้นทางที่ทั้งสนุก มีความหมาย และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างแท้จริง