จากใจคนเก่งระดับชาติ “ทรงพล ตีระกนก” รัก ม.อ. ... มุ่งตรงเลือกคณะวิศวะ

“ทรงพล ตีระกนก” นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์คนเก่ง เจ้าของรางวัลระดับชาติด้านหุ่นยนต์ จากโรงเรียนบูรณะรำลึก จังหวัดตรัง มุ่งตรงเข้าสู่รั้วศรีตรัง ในฐานะน้องใหม่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้วยความมั่นใจในสถาบันอุดมศึกษาใกล้บ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพอนาคตทางวิชาการของตนสู่ระดับนานาชาติ

“ทรงพล” ได้ฝากบันทึกเล็กๆ ใน “รอบรั้วศรีตรัง” ถึงประสบการณ์การเรียนของตน ในวัยนักเรียน ก่อนมาเป็น “ลูกสงขลานครินทร์” เพื่อเป็นตัวแทนของหนึ่งใน 8,000 คน ที่ไว้วางใจให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นแหล่งบ่มเพาะทั้งทักษะด้านวิชาการ ด้านจิตใจ และด้านสังคม ก่อนจะจบการศึกษาออกไปเป็นบัณฑิตที่สามารถสนองความคาดหวังของประเทศชาติในอนาคต

“ชีวิตการทำงานของผมเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็กๆ ....สู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต”...

วันวาน...สู่ก้าวแห่งความสำเร็จ (พ.ศ.2546 – 2548)

ในวันหนึ่งขณะที่ผมยังคงเป็นเพียงนักเรียนชั้น ม.1 ของโรงเรียนบูรณะรำลึก ผมยังคงใหม่กับโรงเรียนแห่งนี้ เพราะอันที่จริงผมเพิ่งจะย้ายมาจากโรงเรียนเก่าที่ชื่อ “โรงเรียนจินตรังษี” ในขณะที่เป็นเวลาพักสิบนาทีเพื่อเปลี่ยนคาบเรียน ครูสอนคอมพิวเตอร์ชื่อ อ.สมชาย สมาธิ ได้เข้ามาที่ห้องเรียนที่ผมอยู่ และชักชวนผมให้เข้าค่ายอบรมการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ภายหลังจากการปรึกษากับผู้ปกครอง ผมก็ได้ตกลงทีจะสมัครเข้าค่ายอบรม โดยก่อนไปเข้าค่ายนั้นผมเริ่มเกิดอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม

“การเขียนโปรแกรมมันยาก เราอยู่แค่ ม.1 จะทำได้หรือ...” นี่เป็นคำถามแรกๆ ที่เกิดขึ้นในความคิด ณ เวลานั้น ซึ่งจากการเข้าค่ายครั้งนั้นทำให้ผมประทับใจในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างมาก โดยภายหลังจากจบค่ายผมก็ได้พัฒนาความสามารถของตนเองในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่เสมอๆ และในเวลาต่อมาก็ได้ลองเข้าค่ายเยาวชนเคมีสัมพันธ์ และค่ายอบรมการทำหุ่นยนต์ ซึ่งจากการเข้าค่ายหุ่นยนต์ในชั้น ม.3 ครั้งนั้นทำให้มีสาขาที่ผมสนใจเกิดขึ้น คือ สาขา Robotics โดยในปีเดียวกันนั้น ภายหลังจากเข้าค่ายก็ได้มีการรวมทีมกับรุ่นพี่ของโรงเรียน เพื่อทำหุ่นยนต์เข้าแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และก็ไปตามความคาดหมาย เพราะผลการแข่งขัน ทีม Genesis ของผมก็ “แพ้ยับเยิน”

จากประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งนั้นก็ได้จุดประกายความสนใจด้านหุ่นยนต์ให้เกิดขึ้น โดยในวันที่เกิดรู้สึกอยาก “โดดเรียน” คุณครูท่านเดิม (อ.สมชาย สมาธิ) ก็ได้ชวนให้ไปเข้าฟังสัมมนาแนะนำโครงการ “การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ YSC2006” ซึ่งจัดโดยหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ NECTEC, NSTDA และ MTEC ด้วยความกระตือรือร้นอยากจะทำหุ่นยนต์อย่างมากจึงได้ส่งโครงงาน “การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์โดยใช้เสียง” เข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ ซึ่งผลการทำโครงงานก็ไม่น่าประทับเท่าที่ควร จึงไม่ได้ไปแข่งต่อในระดับประเทศ และสิ่งสุดท้ายทีเหมือนมาตอกย้ำความเสียใจในเวลานั้น คือ ผลการเข้าโครงการคอมพิวเตอร์โอลิมปิก และผลการสมัครเข้าโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (JSTP) ที่น่าเสียใจเพราะไม่ประสบความสำเร็จไม่อย่างที่หวังไว้ จึงทำให้ปีนั้นจบลงแบบไม่สวยงามสักเท่าไร แต่จากความล้มเหลวของปีนั้นมันเป็นเหมือนสิ่งที่มีค่าคือ “การเรียนรู้และประสบการณ์ที่ทำให้ผมพร้อมที่จะก้าวต่อไป...เพื่อวันข้างหน้า

จากปัจจุบัน....สู่วันที่สวยงาม (2549 – ปัจจุบัน)

หลังจากจบการศึกษาชั้น ม.ต้น ผมก็ได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม (ซึ่งก็คือ โรงเรียนบูรณะรำลึก) และในช่วง ม.ปลาย นี้ ผมพกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมาอย่างเต็มที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของตัวผมนั้นเริ่มจากการไม่หลับในคาบเรียน ตั้งใจฟังครูสอน และอ่านหนังสือในเวลาว่าง (ทั้งวิชาเรียน และเรื่องที่สนใจ) ซึ่งเรียกโดยรวมง่ายๆ ว่า “ตั้งใจเรียนมากขึ้น” นั่นเอง เมื่อเกรดของผมในชั้น ม.4 ดูแล้วน่าประทับใจขึ้น ผมก็เริ่มมีความคิดที่จะส่งโครงงานคอมพิวเตอร์ในโครงการ YSC อีกครั้ง ในเวลานั้นดูเหมือนว่าหลายๆ คนทั้งพ่อแม่ และครู อาจารย์จะเป็นกังวล ว่าการเรียนผมจะตกหรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังติดสินใจส่งโครงงานคอมพิวเตอร์ในโครงการ YSC ต่อไป และนอกจากส่งโครงงานแล้ว ผมยังเดินหน้าไปสอบโครงการโอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ และสมัครเข้าโครงการ JSTP ที่เคยพลาดไปในปีที่แล้ว

ในเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความกดดันเกิดขึ้นในชีวิต เพราะหากปีนี้ล้มเหลวอีก ปีหน้าคงหมดโอกาสแล้ว เนื่องจากครูที่โรงเรียนหลายท่านก็แนะนำให้รักษาผลการเรียนเพื่อใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยจะดีกว่า ซึ่งหากผมล้มเหลวอีกก็คงจะตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว และเก็บเรื่องที่สนใจไว้แต่เพียงในใจต่อไป

“อะไรๆ เหมือนจะเปลี่ยนไป” ในปีนี้หลายสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมแตกต่างจากปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าจะพูดโดยสรุป ก็คืออะไรหลายๆ อย่าง “ก็ดูจะเป็นใจ” เพราะในปีนี้ผมได้ใช้บทเรียนเดิมที่ได้รับ (จากความล้มเหลว) มาเป็นฐานในการทำงาน โดยปีนี้โครงงานที่ผมส่งในหัวข้อ “การรักษาความปลอดภัยด้วยวิธีการแบ่งแยกและโยกย้ายข้อมูล” นั้น ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในระดับประเทศ พร้อมกับผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการโอลิมปิกวิชาการสาขาคอมพิวเตอร์ และโครงการ JSTP ได้ตามที่หวังไว้

สำหรับประสบการณ์การเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ (สอวน.) นั้น เป็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุดของผม เพราะการเข้าค่ายเป็นเวลาประมาณ 20 วัน เป็นการเข้าค่ายที่ใช้เวลานานเลยทีเดียว ในค่ายนั้นก็จะมีการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ (ที่ผมเรียกว่า “ในระดับมหาวิทยาลัย”) และสอนทักษะต่างๆ ทั้งการเขียนโปรแกรม การออกแบบกระบวนการวิธี (เรียก “อัลกอริธึม) และอื่นๆ อีกมากมาย โดยในการเข้าค่ายนั้นผมจะอยู่ในความดูแลของศูนย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมนักเรียนในจังหวัดใกล้เคียง

ในการเรียนที่ค่าย สอวน. นั้น ผมได้รับการสอนและแนะนำอย่างเป็นเอง โดยอาจารย์จาก ม.อ.หาดใหญ่ ซึ่งการจัดค่าย สอวน.ที่ ม.อ.นั้น จะทำการคัดเลือกนักเรียน 20 คน จากค่ายที่ 1 เพื่อเข้าสู่ค่ายที่ 2 และจากนั้นจะคัดเลือกตัวแทนเพื่อไปแข่งใน “การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกแห่งชาติ สอวน. ครั้งที่ 3” หลังจากจบค่าย 1 ผมได้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนค่าย 2 ซึ่งการเรียนในช่วงค่าย 2 นั้นเข้มข้นมาก แต่ในที่สุดผมก็สามารถเป็นตัวแทนศูนย์ ม.อ. เพื่อเข้าแข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ได้สำเร็จ

ในระหว่างการเรียนค่าย 2 นั้น ผมกำลังจะขึ้นชั้น ม.5 แน่นอนว่าคงจะทำโครงงานอีกเช่นเดิม เพราะถ้าไม่ทำคงจะเหงาๆ แปลกๆ ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมคิดหัวข้อโครงงานขึ้นมาได้นั้น มาจากโจทย์เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่อาจารย์จาก ม.อ. มอบหมายให้ไปฝึกทำระหว่างอยู่ค่ายนั่นเอง ซึ่งสาขาวิชานี้มีชื่อเรียกว่า “วิทยาการรหัสลับ (Cyyptography)”

สำหรับโครงงานในชั้น ม.5 ทีส่งเข้าโครงการ YSC ในปีนั้น ผมใช้หัวข้อที่มีชื่อว่า “การรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วยวิธีการเข้ารหัสรูปแบบกุญแจคู่ขนาน” ซึ่งจากาการทำงานที่ผ่านมาทำให้ทักษะของผมได้เติบโตขึ้น โดยในขณะที่ทำโครงงานส่ง YSC นั้น ผมก็ได้ทำโครงงานวิจัยในโครงการ JSTP ซึ่งมี รศ.ดร.สินชัย กมลภิวงศ์ อาจารย์จากภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นที่ปรึกษา ซึงผมได้เลือกที่จะทำโครงงานเดียวเพื่อส่งทั้งสองโครงการ เนื่องจากต้องการให้งานมีคุณภาพที่สุด ในการทำงานปีนี้ดูเหมือนว่าผมจะมีเทคนิคเฉพาะตัวที่มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดจากการเรียนรู้ที่ผ่านมา โดยทักษะที่เพิ่มขึ้นนั้นยังรวมแม้กระทั่งทักษะการทำรายงานวิจัยที่ทำให้งานมีมาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

จากการทำงานอย่างหนักในปีดังกล่าวนั้น ผลที่ออกมาช่างเป็นก้าวที่ทำให้ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไป และน่าดีใจอย่างยิ่ง เพราะในการประกวดโครงงานในโครงการ YSC รอบระดับประเทศนั้น ทำให้ผมได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 แต่สิ่งที่น่ายินดีไปกว่านั้น คือ การผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนทุนระยาวในโครงการ JSTP ซึ่งจะคัดเลือกงานวิจัยของนักเรียนที่ทำโครงงานวิจัยในโครงการ JSTP ในช่วงต้น ซึ่งทำให้ผมได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจนถึงระดับปริญญาเอก

ประสบการณ์ดีๆ ที่ผมได้รับจากการทำงานก่อนที่จะได้รับทุน JSTP ในระหว่างการทำโครงการดังกล่าว ผมต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างจังหวัดตรังและหาดใหญ่ ผมต้องกินนอนอยู่ห้องวิจัย CNR (Center for Network Research) หลายครั้ง ซึ่งบางครั้งก็หลายวัน เพราะเมื่อใดก็ตามผมต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์แรงๆ ใช้อินเตอร์เน็ทความเร็วสูง ใช้ Digital library ก็จะไปที่นั้นนอกเหนือจากการพบอาจารย์ที่ปรึกษา และยังได้พบกับอาจารย่านอื่นๆ ทีเกี่ยวข้องด้วย เช่น ถ้าผมติดปัญหาเรื่องงานโปรแกรมก็จะมีอาจารย์ที่เป็นเซียนด้านการเขียนโปรแกรมให้คำปรึกษา อีกทั้งผมได้รู้จักพี่ๆ ในห้องวิจัยฯ เห็นบรรยากาศการทำงานวิจัยและพัฒนา และสิ่งนี้คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าที่ ม.อ.มีสภาพแวดล้อมและความพร้อมที่จะทำให้ผมทำงานวิจัยได้และประสบความสำเร็จ ที่สำคัญที่เป็นตัวชี้วัดและสนับสนุนให้ผมได้รับทุน JSTP ก็คือในระหว่างที่ทำโครงการร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ผมได้ตีพิมพ์ผลงานวิชาการใน Proceeding ในการประชุมระดับประเทศและนานาชาติอย่างละ 1 ผลงาน ซึ่งคงเป็นเครื่องยืนยันต่อคณะกรรมการ JSTP ได้ว่าผมมีความสามารถและความรับผิดชอบในการทำผลงานวิจัยและตีพิมพ์ผลงานวิจัยได้

ปัจจุบันผมได้เลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยในปีนี้การทำงานที่ใจรักก็ยังไม่เคยหยุด ผมได้ส่งโครงงานในโครงการ YSC เช่นเดิม โดยในปีนี้ใช้หัวข้อโครงงานว่า “การักษาความปลอดภัยด้วยวิธีการเข้ารหัสรูปแบบกุญแจคู่ขนาน ภาค 2” ซึ่งในปีนี้ผมพกความตั้งใจมาเต็มที่เช่นเคย แน่นอนว่าทุกคนที่เข้าประกวดในโครงการนี้คงไม่มีใครไม่หวังรางวัลชนะเลิศ ซึ่งผมก็เช่นกัน โดยในปีนี้การตัดสินเป็นไปอย่างเข้มข้นและช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง เมื่อผลการประกาศรางวัลที่แสนลุ้นระทึกและตื่นเต้นที่สุด เมื่อชื่อของผม “นายทรงพล ตีระกนก” ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผมลุกขึ้นยืนและเดินไปสู่เวทีเพื่อรับรางวัล ซึ่ง “เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ” “วินาทีนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีค่าอย่างมาก ผมอยากขอบคุณ คุณพ่อ-คุณแม่ ครู-อาจารย์ ทุกท่านที่คอยช่วยเหลือผมมาตลอด เพราะผมรู้ดีว่าหากขาดพวกเขาไป ผมคงไม่ได้มายืน ณ จุดนี้...”

มาถึงตอนนี้ ผมจะได้ทำงานที่ใจรักต่อไป และในครั้งนี้ ผมจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพื่อก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลก ในงาน Intel International Science and Engineering Fair (Intel ISEF 2009) ณ มลรัฐ Nevada เมือง Reno ประเทศสหรัฐอเมริกา

“การทำงานด้วยใจรักต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น ก็ไม่น่าวิตกเพราะผลสำเร็จนั้นจะเป็นประจักษ์พยานที่มั่นคง” พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดาของข้าพเจ้าที่คอยให้การส่งเสริมและอบรมข้าพเจ้าจนสามารถมาถึงวันนี้ได้และขอขอบคุณคณะครูอาจารย์ทุกท่านที่คอยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ข้าพเจ้าตลอดมา”

ทรงพล ตีระกนก




ช่อศรีตรัง
เจ้าของเรื่องราว
ชื่อเต็ม : นายทรงพล ตีระกนก
อาชีพ : นักศึกษา
องค์กร : ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์